ทำไมฮอนมากุโรถึงเป็นที่นิยม: สุดยอดปลาทูน่าญี่ปุ่นที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต
ในโลกของซูชิและซาชิมิ มีวัตถุดิบมากมายที่ได้รับการยกย่อง แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งทูน่า” หรือ “เพชรสีดำแห่งท้องทะเล” นั่นก็คือ ฮอนมากุโร (Hon Maguro) ปลาทูน่าสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด จนกลายเป็นมาตรฐานทองคำที่ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมทั่วโลกต่างเสาะหา
แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ฮอนมากุโร พิเศษกว่าทูน่าชนิดอื่น? และทำไมมันถึงเป็นที่นิยมจนมีราคาประมูลสูงเสียดฟ้า? วันนี้ Abushi จะพาทุกท่านดำดิ่งสู่โลกของสุดยอดปลาทูน่าชนิดนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงรสชาติที่ยากจะลืมเลือน
ฮอนมากุโร คืออะไร?
ฮอนมากุโร (本鮪) เป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นของ ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (Bluefin Tuna) ซึ่งเป็นปลาทูน่าสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด, หายากที่สุด และมีราคาแพงที่สุดในโลก ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตและชั้นไขมันที่สะสมอยู่ทั่วตัว ทำให้เนื้อของมันมีรสชาติที่เข้มข้น เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล และมีไขมันแทรกซึมอย่างสวยงามจนหาปลาชนิดอื่นเทียบได้ยาก
3 เหตุผลหลักที่ทำให้ “ฮอนมากุโร” เป็นราชาแห่งทูน่า
1. รสชาติและเนื้อสัมผัสที่เหนือกว่าจินตนาการ
นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด ฮอนมากุโรไม่ได้มีแค่รสชาติเดียว แต่กลับมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนของตัวปลา ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักที่เปรียบเสมือน “สามพี่น้องแห่งความอร่อย”
โอโทโร่ (Otoro / 大トロ): ที่สุดแห่งความละมุน
-
คือส่วนไหน: เนื้อส่วนท้องที่มีไขมันแทรกซึมอยู่มากที่สุด
-
ลักษณะ: มีสีชมพูอ่อนจนเกือบขาว มีลายไขมันแทรกเหมือนลายหินอ่อนที่สวยงาม
-
รสชาติและเนื้อสัมผัส: นี่คือส่วนที่แพงและเป็นที่ต้องการมากที่สุด เมื่อเข้าปาก โอโทโร่จะ ละลายในปาก ทันที ทิ้งไว้เพียงความหอมมันที่นุ่มนวลคล้ายเนยชั้นดีและรสชาติอูมามิที่ซับซ้อน เป็นประสบการณ์ที่คนรักปลาดิบต้องลองสักครั้ง
ชูโทโร่ (Chutoro / 中トロ): ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ
-
คือส่วนไหน: เนื้อส่วนที่อยู่ถัดจากโอโทโร่ มีไขมันในปริมาณที่พอเหมาะ
-
ลักษณะ: มีสีชมพูเข้มกว่าโอโทโร่ แต่ยังคงเห็นลายไขมันที่สวยงาม
-
รสชาติและเนื้อสัมผัส: ชูโทโร่คือ “จุดกึ่งกลางที่สมบูรณ์แบบ” ระหว่างความมันของโอโทโร่และความเข้มข้นของเนื้อแดง ให้ทั้งความนุ่มละมุนที่ละลายในปากและรสชาติของเนื้อปลาทูน่าที่ชัดเจน จึงเป็นส่วนที่หลายคนชื่นชอบเพราะไม่มันจนเกินไป
อากามิ (Akami / 赤身): แก่นแท้ของรสชาติทูน่า
-
คือส่วนไหน: เนื้อแดงส่วนกลางลำตัว เป็นส่วนที่มีไขมันน้อยที่สุด
-
ลักษณะ: มีสีแดงสด เข้ม และไม่มีลายไขมัน
-
รสชาติและเนื้อสัมผัส: อากามิคือส่วนที่เราจะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ ทูน่าญี่ปุ่น เนื้อจะมีความแน่นแต่ยังคงความนุ่มนวล มีรสเปรี้ยวอ่อนๆ ที่ปลายลิ้น (ซึ่งเป็นลักษณะของเนื้อแดงคุณภาพดี) ให้ความรู้สึกสดชื่นและรสชาติที่สะอาดหมดจด
2. ความหายากและสถานะอันทรงเกียรติ
ฮอนมากุโรเป็นปลาที่เติบโตช้าและหาได้ยากในธรรมชาติ โดยเฉพาะปลาขนาดใหญ่ที่มีไขมันสมบูรณ์ ทำให้มันกลายเป็นของล้ำค่า ในทุกๆ ปี การประมูลปลาฮอนมากุโรตัวแรกของปีที่ตลาดปลาโทโยสุ (Toyosu Market) ในโตเกียว จะกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก โดยมีราคาประมูลสูงถึงหลายสิบล้านบาท สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำสถานะความเป็น “ราชา” ของมัน
3. ศาสตร์และศิลป์ของเชฟ (Itamae)
การจัดการกับปลาฮอนมากุโรต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญของเชฟซูชิ (Itamae) อย่างสูง ตั้งแต่การแล่ปลาอย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้เนื้อช้ำ, การบ่ม (Aging) เนื้อปลาเพื่อดึงรสชาติอูมามิออกมาให้ได้มากที่สุด, ไปจนถึงการปั้นซูชิที่สมดุลพอดีคำ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด
สัมผัสประสบการณ์แห่งราชาทูน่าได้ที่ ABUSHI
การได้ลิ้มรส ฮอนมากุโร คุณภาพเยี่ยม คือการได้สัมผัสกับสุดยอดวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่น ที่ Abushi เราให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบระดับพรีเมียม เรานำเข้าฮอนมากุโรชั้นเลิศ และดูแลโดยเชฟผู้มีประสบการณ์ เพื่อรังสรรค์เป็นซูชิและซาชิมิที่ดึงรสชาติที่ดีที่สุดของเนื้อแต่ละส่วนออกมา
เราขอเชิญคุณมาพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของ “ราชาแห่งทูน่า” ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นความหอมมันที่ละลายในปากของ โอโทโร่, ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของ ชูโทโร่, หรือรสชาติอันบริสุทธิ์ของ อากามิ ที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า…ทำไมฮอนมากุโรถึงเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
แหล่งอ้างอิง (References):
-
Japan-guide.com. Sushi and Sashimi. https://www.japan-guide.com/e/e2042.html
-
Sushi University. The Different Cuts of Tuna (Maguro). https://sushiuniversity.jp/sushineta/maguro









